วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หลักการและแนวคิดที่เยี่ยมยอดของเลโอนาร์โด ดาวินชี





1. ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนช่างสังเกต และมีจิตใจจดจ่อกับการแสวงหาความจริง รู้อะไรต้องรู้ให้ตลอดและถ่องแท้ ทุกแง่ทุกมุม สิ่งเหล่านี้แสดงออกมาทางงานศิลปะของเขา ซึ่งพบว่ามีความละเอียด และประณีตมาก นอกจากนั้นแล้วเขายังชอบที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เสมือนเด็ก ๆ ที่อยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอดเวลา ดาวินชีมักตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ๆ ว่า สิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยินเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และเรารู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด และที่เราคิดว่าถูกแล้วนั้นมันจริงแน่แล้วหรือ และคนอื่นคิดเหมือนหรือต่างกับเราอย่างไร การคิดเช่นนี้เป็นการตรวจสอบแนวทางความคิดของตนเอง หรือเพื่อวิเคราะห์ว่าควรเชื่อสิ่งเหล่านี้หรือไม่ เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วเขาจะจดบันทึกไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกั บข้อเท็จจริงอื่น ๆ อีกด้วย ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง มีอารมณ์แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา และเขายังสามารถใช้มือทั้งสองข้างได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งแสดงว่าลีโอนาโด ดาวินชีนั้นสามารถใช้สมองได้ทั้งด้านซ้ายและขวาได้อย่างเต็มประ สิทธิภาพ

2. ลีโอนาโด ดาวินชี จะรับผิดชอบต่อความคิดและสิ่งที่ตนกระทำเสมอ เนื่องจากเขาเป็นคนที่ไม่หวงความรู้ และชอบถ่ายทอดแนวความคิดของตนเองและความรู้ต่าง ๆ ให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น ก่อนจะถ่ายทอดทุกครั้งเขาจะกลั่นกรองและทบทวนสิ่งเหล่านั้น อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อนจึงค่อยพูดออกไป และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค เขาไม่คิดท้อถอยหรือยอมแพ้ เช่น เมื่องานศิลปะที่เขารักที่สุดถูกทำลาย หรือเมื่อเขาประสบโรคภัย จนต้องเป็นอัมพาตครึ่งซีก ดาวินชีก็ไม่เคยหยุด ที่จะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเขาเชื่อว่าจิตที่ตั้งมั่นจะเป็นตัวที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตได้

ดาวินชีเชื่อว่า สิ่งต่าง ๆ จากภายนอก ที่เข้ามากระทบร่างกายนั้น ไม่สามารถกระเทือนจิตใจมนุษย์ได้ หากมนุษย์ไม่ไปปรุงแต่งและกระเทือนจิตใจของตนเสียเอง การมองโลกของดาวินชี ต้องมีสามมิติ สามมุม เมื่อรับรู้อารมณ์หรือความคิดใดก็ตาม ต้องพลิกความคิด พลิกจิตให้มองอีกมุมที่เหลือให้ได้ เพราะการมองด้านเดียว จะทำให้เกิดการยึดติด และคาดหวัง เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง จิตจะไม่ยอมรับ จะเกิดความโศกเศร้า หรือโกรธเกรี้ยว ไม่พอใจ เพราะไม่เป็นอย่างที่หวัง และพร้อมที่จะโทษผู้อื่น หากมองกันให้ลึก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะมันมีอยู่แล้วแต่เดิม เพียงแต่เราไม่ได้มองสิ่งต่าง ๆให้ครบทุกด้าน เท่านั้นเอง

3. ดาวินชี มีสติอันแหลมคม และครบถ้วน เนื่องจาก เขาเป็นคนช่างสังเกต และพิจารณาในสิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่ได้ยินอยู่ตลอดเวลา และจดบันทึกเอาไว้ การมองของดาวินชีจะต่างจากคนทั่วไปคือ เวลามองจะตั้งใจมอง และไม่ปรุงแต่ง เขาจะมองและสังเกตทุก ๆ อย่าง เพราะการเลือกมองเฉพาะแต่สิ่งที่ชอบ จะเป็นการมองโดยใช้อารมณ์และความคิดเป็นตัวตัดสิน ไม่ได้ใช้จิตเป็นตัวมอง ทำให้เก็บรายละเอียดได้น้อยลง เพราะขาดสติในการมองนั่นเอง

4. ดาวินชี จะยึดหลักแห่งความแตกต่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีลักษณะสองอย่างที่ตรงข้ามกันผสมผ สานกันอยู่ โดยแนวคิดนี้จะสะท้อนออกมาในงานเขียนของเขา เช่น การวาดภาพที่มีสีขาวและสีดำ ภาพโมนาลิซ่าที่มองแล้วเหมือนคนเจ้าเล่ห์หรือคนเมตตาก็ได้ หรือเป็นได้ทั้งชายและหญิง นี้คือดุลยภาพระหว่างพลังหยินและหยาง เมื่อเปรียบกับการปฏิบัติธรรมก็มีหยินและหยางคือ พลังสมาธิเปรียบเหมือนเพศชายเพราะจะหนักแน่น เสมือนเป็นกำลัง และสติเปรียบเหมือนเพศหญิงจะอ่อนนุ่มกว่า แต่ว่องไวกว่า เสมือนเป็นตัวควบคุม ดังนั้น ในการใช้ชีวิตต้องก้าวข้ามให้พ้นกฎเกณฑ์ของโลกที่ว่าด้วย ชายต้องเข้มแข็ง และหญิงต้องนุ่มนวลเข้าไว้ แต่จริง ๆ แล้ว มนุษย์ควรมีทั้งสองอย่าง และปรับใช้ไปตามสถานการณ์ จึงจะเกิดความสมดุลในตัวเอง

5. ดาวินชี มองเห็นด้านมืดของตัวเอง มนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่กล้าที่จะมองด้านลบของตนเอง หรือมองเห็นแต่ไม่ยอมรับ เมื่อจิตไม่ยอมรับ จึงไม่มีการมองไม่มีการสำรวจตนเอง เมื่อไม่มองก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็นก็ไม่แก้ ดังนั้น หากจะมองสำรวจตนเอง สิ่งที่ควรจะรู้คือ รู้เมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้น เช่น อารมณ์โกรธ เกลียด อิจฉาริษยา โศกเศร้า โลภ หรือดีใจ เป็นต้น เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเป็นไปตามสัญชาตญาณเดิม เพราะโดนอารมณ์และความคิดเดิม ๆ พาไป มักไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทำแล้วจะเกิดผลอะไร ดังนั้น จึงต้องหมั่นฝึกสติตามให้ทันอารมณ์ จึงจะเห็นตนเองอย่างแท้จริง           

ดาวินชี กล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนผิดพลาดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อพลาดแล้วต้องแก้ไข อย่าคิดว่า ตนนั้นดีแล้ว ถูกแล้ว เพราะจะทำให้มองไม่เห็นด้านมืดของตนเองไป และเมื่อมองไม่เห็น ก็จะควบคุมมันไม่ได้ สติก็ตามไม่ทัน เมื่อนั้นแล้วพฤติกรรมทางลบ ก็จะบังเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น การฝึกสติและสมาธิจะทำให้มองเห็นตนเอง และสามารถป้องกันการทำกรรมชั่วได้

6. มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น ผู้ที่ไม่สามารถสื่อกับพลังธรรมชาติได้คือ ผู้ที่ไม่รู้จักความผิดชอบชั่วดี พลังต่าง ๆ จากธรรมชาติ จะมีอยู่ทั่วจักรวาล ดังนั้น หากเรามีจิตใจที่สกปรก ขุ่นมัว มีแต่ความวกวน สับสน จิตจะไม่ว่างพอที่จะไปรับสิ่งเหล่านี้ ทำให้จิตไหลต่ำ ขาดหิริโอตัปปะ ง่ายต่อการทำชั่ว ดังนั้น การฝึกสติสมาธินั้นจะทำให้จิตว่าง สามารถเชื่อมต่อกับสภาวะธรรมชาติได้ และการจะรับพลังจากธรรมชาติอย่างเต็มที่นั้น สมองต้องเจริญเท่า ๆ กันทั้งสองข้าง ฝึกได้โดย ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดมาก ๆ เพื่อกระตุ้นสมองข้างที่ไม่ได้ใช้ เพื่อให้จิตเกิดดุลยภาพ

7. 
ลีโอนาโด ดาวินชี เป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา รู้จักการให้ และการเสียสละเพื่อคนอื่น ดูได้จากงานเขียนที่เขาสรรค์สร้างขึ้นมา ล้วนเพื่อให้ผู้อื่นได้มีความสุขเมื่อได้เห็น และเขาเชื่อว่า ความเมตตากรุณาสามารถเอาชนะทุกอย่างในโลก





อ้างอิงจากเว็ปไซต์:http://group.wunjun.com/agaligohome/topic/216366-5746

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พบผลงานลีโอนาโด ดาวินชีที่สูญหายกว่า 50 ปี



 
 
The Battle of Anghiari



 


           ทีมนักวิจัยศิลปะอิตาลี ค้นพบภาพเขียนของลีโอนาโด ดาวินชี ดาวินชี ที่สูญหายไปกว่า 50 ปี โดยพบว่าภาพถูกซ้อนไว้ข้างใต้ภาพเขียนอีกภาพหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยศิลปะเปิดเผยการค้นพบภาพเขียนเฟรสโกของลีโอนาโด ดาวินชี ที่สูญหายไปนานกว่า 50 ปี โดยการค้นพบนี้ เกิดจากการใช้เทคโนโลยีกล้องขนาดเล็ก ส่องเข้าไปที่ใต้ภาพเขียน ซึ่งเก็บไว้ในศาลาว่าการเมืองฟลอเรนซ์ สถานที่ที่ถูกใช้เป็นที่ประชุมผู้ว่าการเมือง จึงพบว่ามีภาพเขียนของดาวินชี ซ่อนอยู่ใต้ภาพ ‘The Battle of Marciano’ ของจิออร์จิโอ วาซาริ ดาวินชี ซึ่งศิลปินได้สร้างกำแพงขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น เพื่อเก็บรักษาภาพเขียน ดาวินชี ‘The Battle of Anghiari’ ของดาวินชีไว้
          นายแมททิโอ เรนซิ ผู้ว่าการเมืองฟลอเรนซ์ กล่าวว่าระหว่างงานแถลงข่าวว่า ดาวินชี ก่อนนี้มีคนบอกเขาว่า ทีมงานกำลังสำรวจภาพแบบผิดๆ และบอกว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ที่บอกว่ามีภาพเขียนของดาวินชี ซ่อนอยู่ภายใน นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลอิตาลีและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม เปิดให้มีการตรวจสอบ ภาพเขียนที่แขวนไว้ในที่ทำการของรัฐ ดูว่ามีภาพเขียนอื่นๆ ซ่อนอยู่อีกหรือไม่
การวิจัยนี้ นำทีมโดยทีมงานจาเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โซไซตี มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันศึกษาซานดิเอโก ร่วมกับเมืองฟลอเรนซ์ โดยการค้นพบภาพเขียนของดาวินชีครั้งนี้ นักวิจัยได้รับอนุญาติ ให้เจาะรู 6 แห่ง และใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าข้างใต้ เพื่อไขข้อสงสัย ก่อนจะพบภาพเขียนอันน่าอัศจรรย์
อึ้ง…นักประวัติศาสตร์และนักสืบด้านงานศิลปะพบ ‘ดวงตาโมนาลิซ่า’ ซ่อนตัวเลข-ตัวอักษร เชื่อเป็น ‘ดาวินซี โค้ด’
          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักประวัติศาสตร์และนักสืบด้านงานศิลปะได้ค้นพบว่า ดวงตาของโมนาลิซ่า ภาพวาดโด่งดังของลีโอนาร์โด ดาวินซี ได้ซ่อนตัวเลขและตัวอักษร โดยความลับดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น เมื่อนักสืบงานศิลปะได้สังเกตดวงตาของโมนาลิซา และได้แลเห็นสิ่งผิดปกติ ก่อนใช้จะแว่นขยายพิเศษ และพบว่า ดวงตาข้างขวาของดาวินซีมีตัวหนังสือ LV ซึ่งเชื่อว่า จะถูกใช้เป็นชื่อย่อของอัจฉิระผู้สร้างสรรค์รายนี้
รายงานระบุว่า ดาวินชี การค้บพบได้แรงบันดาลใจจากแดน บราวน์ ผู้เขียนหนังสือ”ดาวินซี โค้ด”ภายหลังคณะกรรมการด้านมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติอิตาลี พบค้นว่า หนังสือดังกล่าวอ้างว่ามีสัญญลักษณ์อยู่ในดวงตาของโมนาลิซ่า
          ด้านนายซิลวาโน วินเซติ ประธานคณะกรรมการ ฯ กล่าวว่า ดาวินซี มักจะให้ความสำคัญพิเศษกับภาพโมนา ลิซ่า ของเขา และเรารู้ว่าในช่วงปีท้าย ๆ ชีวิต เขามักจะนำภาพดังกล่าวติดตัวไปตลอด และว่า ดาวินซี เป็นพวกลึกลับ และมักใช้สัญญลักษณ์ในงานของพวกทิ้งสารให้แก่ผู้คน








อ้างอิงจากเว็ปไซต์: http://news.voicetv.co.th/global/33658.html
                                http://casino.viva3355.com/2012/ 
 













วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ภาพเขียนที่เชื่อว่าเขียนโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี


Andrea del Verrocchio 002.jpg
พระเยซูรับศีลจุ่ม
(The Baptism of Christ)
ค.ศ. 1472–ค.ศ. 1475
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
177 × 151 ซม.
หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี
 
Annunciation
การประกาศของเทพ
(Annunciation )
c. ค.ศ. 1472–ค.ศ. 1475
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
98 × 217 ซม.
หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี
 
The Dreyfus Madonna
พระแม่มารีไดรฟัส
(The Dreyfus Madonna )
c. ค.ศ. 1475–ค.ศ. 1480
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
15.7 × 12.8 ซม., 6.13 × 5 in
หอศิลป์แห่งชาติ, วอชิงตัน ดี.ซี.
 
Ginevra de' Benci
จิเนวรา เด เบ็นชิ(Ginevra de' Benci)
c. ค.ศ. 1476
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
38.8 × 36.7 ซม, 15.3 × 14.4 นิ้ว
หอศิลป์แห่งชาติ
 
The Benois Madonna
พระแม่มารีเบนัวส์(Benois Madonna)
ค.ศ. 1478
สีน้ำมันบนผ้าใบ
49.5 × 33 ซม
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจ, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, ประเทศรัสเซีย
 
Leonardo da Vinci 036.jpg
พระแม่มารีกับดอกคาร์เนชั่น(Madonna of the Carnation)
ค.ศ. 1478–ค.ศ. 1480
สีน้ำมันบนแผง
62 × 47.5 ซม
พิพิธภัณฑ์ศิลปะเดิม, มิวนิค, ประเทศเยอรมันี
 
Léonard de Vinci - Saint Jérôme.jpg
นักบุญเจอโรมในป่า(St. Jerome in the Wilderness)
c. ค.ศ. 1480
สีฝุ่นและสีน้ำมันบนกระดาษ
103 × 75 ซม, 41 × 30 นิ้ว
วังวาติกัน
ไม่เสร็จ
 
Leonardo da Vinci - Adorazione dei Magi - Google Art Project.jpg
การชื่นชมของแมไจ(Adoration of the Magi)
ค.ศ. 1481
ทาสีรองบนแผง
240 × 250 ซม, 96 × 97 นิ้ว
หอศิลป์อุฟฟิซิ, ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี
ไม่เสร็จ
 
Virgin of the Rocks
พระแม่มารีแห่งภูผา(Madonna of the Rocks)
ค.ศ. 1483–ค.ศ. 1486
สีน้ำมันบนแผง (ย้ายไปบนผ้าใบ)
199 × 122 ซม, 78.3 × 48.0 นิ้ว
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 
Lady with an Ermine
สตรีกับเออร์มิน(Lady with an Ermine)
ค.ศ. 1485
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้ panel
54 × 39 ซม
พิพิธภัณฑ์ Czartoryski, คราเคา
 
Madonna Litta
พระแม่มารีให้นม(Madonna Litta)
c. ค.ศ. 1490
สีน้ำมันบนผ้าใบ (transferred from panel)
42 × 33 ซม
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิทาจ, เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก, ประเทศรัสเซีย
 
Portrait of a Musician
ภาพเหมือนนักดนตรี(Portrait of a Musician
ค.ศ. 1490
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
45 × 32 ซม
พิพิธภัณฑ์อัมเโบรเซียนนา, มิลาน
 
La Belle Ferronière
หญิงงามแห่งแฟรโรนิแยร์(La Belle Ferronière)
ค.ศ. 1490–1496
ภาพเขียนสีน้ำมันบนไม้
62 × 44 ซม
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 
The Last Supper
พระกระยาหารมื้อสุดท้าย(The Last Supper)
ค.ศ. 1495–1498
สีฝุ่นบนเจสโซ, pitch และ mastic
460 × 880 ซม, 181 × 346 นิ้ว
วัดซานตา มาเรีย เดลเล กราซี (มิลาน), อิตาลี
 
Virgin of the Rocks
พระแม่มารีแห่งภูผา(Virgin of the Rocks)
ค.ศ. 1495–ค.ศ. 1508
สีน้ำมันบนแผง
189.5 × 120 ซม, 74.6 × 47.25 in
หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน
 
The Virgin and Child with St. Anne and St. John the Baptist
พระแม่มารีและพระบุตรกับนักบุญแอนน์และนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์(The Virgin and Child with St. Anne and St. John the Baptist)
c. ค.ศ. 1499–ค.ศ. 1500
ถ่าน, ชอล์คดำขาวบนกระดาษสี
142 × 105 ซม, 55.7 × 41.2 นิ้ว
หอศิลป์แห่งชาติ, ลอนดอน
 
Madonna of the Yarnwinder
พระแม่มารีกับไม้ปั่นด้าย(Madonna of the Yarnwinder)
c. ค.ศ. 1501
สีน้ำมันบนผ้าใบ
50.2 × 36.4 ซม
งานสะสมส่วนบุคคล
 
The Mona Lisa
โมนาลิซา(Mona Lisa) or La Gioconda
c. 1503–1506
สีน้ำมันบนค็อตตอนวูด
76.8 × 53.0 ซม, 30.2 × 20.9 นิ้ว
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 
The Virgin and Child with St. Anne
พระแม่มารีและพระบุตรกับนักบุญแอนน์(The Virgin and Child with St. Anne)
c. ค.ศ. 1510
สีน้ำมันบนแผง
168 × 112 ซม, 66.1 × 44.1 นิ้ว
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 
Bacchus
บาคคัส(Bacchus)
ค.ศ. 1510–ค.ศ. 1515
สีน้ำมันบนแผงวอลนัท ย้ายไปบนผ้าใบ
177 × 115 ซม
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 
St. John the Baptist
นักบุญจอห์นผู้ให้แบ็พทิสต์ (เลโอนาร์โด)(St. John the Baptist)
ค.ศ. 1513–ค.ศ. 1516
สีน้ำมันบนแผงวอลนัท
69 × 57 ซม, 27.2 × 22.4 นิ้ว
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์, ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส
 


 
 

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของเลโอนาร์โด



อันดับ 10 เทคนิคการเขียนกลับทาง (Mirror Writing)
 

  เทคนิคการเขียนตัวอักษรย้อนกลับทิศทางจากตัวหลังไปตัวหน้าของดาวินชี สร้างข้อถกเถียงให้กับนักวิชาการจนถึงวันนี้ว่า เป็นวิธีการเข้ารหัสแบบโบราณที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นๆ ลอบอ่านและขโมยข้อมูลในบันทึกส่วนตัว หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพราะ  ดาวินชี 'ถนัดซ้าย' จึงคิดวิธีเขียนกลับหลังแบบนี้เพื่อไม่ให้น้ำหมึกเปื้อนมือกันแน่


อันดับ 9 ชุดดำน้ำ (Scuba Gear)

 
  ผลพวงจากการที่ดาวินชีหลงใหลในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการดำน้ำขึ้นมาหลายชนิด ในจำนวนนี้รวมถึงเรือดำน้ำและชุดประดาน้ำที่ตัวชุดทำจากหนังและเชื่อมต่อกับท่อและโลหะทรงกลม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสนอร์เกิ้ลหรือหน้ากากดำน้ำยุคปัจจุบัน นอกจากนั้นชุดดำน้ำชุดนี้ยังมี    ถุงเก็บปัสสาวะด้วย แสดงให้เห็นถึงความรอบคอมในการออกแบบ


อันดับ 8 สะพานชักรอก (The Revolving Bridge)

 

  ดาวินชีออกแบบสะพานสำหรับใช้ในการเคลื่อนพลผ่านพื้นที่ในสมรภูมิทุรกันดารต่างๆ เช่น การยกพลข้ามแม่น้ำ ตัวสะพานดังกล่าวมีระบบชักรอกและสายพาน ทำให้ทหารกางออกมาใช้งานและชักรอกเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทุ่นแรงอีกหลายชนิดจากการคิดค้นของดาวินชี



อันดับ 7 เครื่องร่อน (The Winged Gilder)

 

  ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของดาวินชีนั้นมี 'เครื่องกลบินได้' รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก รวมถึง 'เครื่องร่อน' ซึ่งตรงบริเวณปีกมีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า 'แฟลบ' และในตัวเครื่องร่อนยังมีเกียร์ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย


อันดับ 6 ปืนใหญ่ 3 ลำกล้อง (The Triple-Barreled Cannon)

 


  แม้ประวัติของดาวินชีจะเกลียดสงคราม มีลักษณะเป็น 'นักคิด' มากกว่า 'นักรบ' แต่ในใจของเขาก็ยังฝันถึงการคิดค้นงานด้านวิศวกรรม หนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การออกแบบอาวุธสงครามเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจมากที่สุด หนึ่งในผลงานการออกแบบอาวุธ ได้แก่ ปืนใหญ่ที่มีอานุภาพที่มีลำกล้องติดกันถึง 3 กระบอก เหมือนกับที่เห็นในภาพ



อันดับ 5 สกรูบิน (The Aerial Screw)

 

  ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลงความเห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางที่เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะบินขึ้นจากพื้นได้ แต่ 'เฮลิคอปเตอร์' ในแบบของดาวินชีก็ยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา เครื่องกลที่ชวนให้สงสัยนี้ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานโดยใช้คนสี่คนมาหมุนมันพร้อมกัน รวมทั้งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากกังหันลมซึ่งเป็นของเล่นที่นิยมกันในสมัยนั้นด้วย


อันดับ 4 เมืองในอุดมคติ (The Ideal City)

 

  ยุคสมัยหนึ่ง ดาวินชีอาศัยอยู่ในนครมิลานท่ามกลางสภาพการแพร่ระบาดของโรคร้าย เขาจึงคิดออกแบบผังเมืองใหม่ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย อาทิ เขียนแบบให้เมืองในอุดมคติเมื่อหลายร้อยปีก่อนแห่งนี้มี 'ระบบระบายอากาศ' เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวเมือง และมีระบบระบายน้ำเสีย 



อันดับ 3 รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (The Self-Propelled Car)

 
  แน่นอนว่ารถที่ดาวินชีพยายามสร้างไม่สามารถวิ่งเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนรถเฟอร์รารี่ แต่ถ้าคิดว่าเป็นรถที่อยู่ในสมัยนั้นก็ต้องจัดว่าไฮเทคล้ำยุคสุดๆ เพราะรถที่มีตัวถังทำจากไม้คันนี้สามารถแล่นขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง ด้วยแรงส่งและการทำงานอย่างสัมพันธ์กันระหว่างสปริงและเกียร์ที่ล้อเมื่อปี2547นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ในเมืองฟลอเรนซ์ทดลองสร้างแบบจำลองรถรุ่นนี้ตามแบบที่ดาวินชีร่างเอาไว้และพบว่าวิ่งได้จริง 



อันดับ 2
 แนวคิดเกี่ยวกับธรณีวิทยา (Geologic Time)



    นักคิดส่วนมากในสมัยของดาวินชีนั้นมีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าซากฟอสซิลขพวกหอยปู ปลาหมึกต่างๆที่พบบนยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการเกิดน้ำท่วมครัใหญ่ และดาวินชีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งข้อสงสัยไว้ (ซึ่งก็ถูกเสียด้วย) ว่าภูเขาเหล่านั้นจะต้องเคยเป็นชายฝั่งมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้นๆ ในเวลาต่อมา




อันดับ 1 วิทรูเวียนแมน (The Vitruvian Man)

 
  เชื่อว่าชาวโลกน้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านตากับภาพวาดของบุรุษผู้นี้ นั่นก็คือภาพ 'วิทรูเวียนแมน' ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวินชีศึกษาสัดส่วนกายวิภาคมนุษย์อย่างละเอียด จนพิสูจน์ทฤษฎีบทของ 'วิทรูเวียน' ผู้เป็นสถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จว่า 'ร่างคนยืนกางแขนขาจะตกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์เสมอ' และนับเป็นการเปิดประตูสู่ศาสตร์กายวิภาคครั้งสำคัญ 




อ้างอิง: เว็ปไซต์ http://board.postjung.com/628132.html

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ประวัติ เลโอนาร์โด ดา วินชี




(Leonardo da Vinci) เป็นชาวอิตาลี (เกิดที่เมืองวินชี วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 1995 (ค.ศ. 1452) -เสียชีวิตที่เมืองออมบัวซ์ ในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2062 (ค.ศ. 1519)  เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เป็นทั้ง สถาปนิก   แบบเรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาค นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ. ดา วินชี มีงานศิลปะที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น เช่น อาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The Last Supper) และ โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) งานของ ดา วินชี ยังสร้างคุณประโยชน์กับวิชากายวิภาคศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมถึงวิศวกรรมโยธา ด้วยความที่เป็นบุรุษที่มีจิตวิญญาณที่รักในศาสตร์หลายแขนง เลโอนาร์โดทำให้เกิดจิตวิญญาณของสหวิทยาการในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ และกลายเป็นบุคคลสำคัญของยุคนั้นเลโอนาร์โด เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน โดยที่ๆเขาเกิดอยู่ห่างจากหมู่บ้านวินชี ในประเทศอิตาลี ไปราวสองกิโลเมตร บิดาชื่อนายแซร์ ปีเอโร ดา วินชี เป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารของรัฐ มารดาชื่อคาตารีนา เป็นสาวชาวนา เคยมีคนอ้างว่านางคาตารีนาเป็นทาสสาวจากประเทศแถบตะวันออกในครอบครองของปีเอโร แต่ก็ไม่มีหลักฐานเด่นชัด
             ในสมัยนั้นยังไม่มีมาตรฐานการเรียกชื่อและนามสกุลที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรปทำให้ชื่อและนามสกุลของดา วินชี ที่แท้จริงคือ เลโอนาร์โด ดิ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี ซึ่งหมายความว่าเลโอนาร์โด บุตรชายของปีเอโร แห่ง วินชี แต่เลโอนาร์โดเองก็มักจะลงลายเซ็นในงานของเขาอย่างง่ายๆว่า เลโอนาร์โด หรือไม่ก็ ข้าเอง เลโอนาร์โด เอกสารสำคัญส่วนใหญ่ระบุว่าผลงานของเขาเป็นของเลโอนาร์โด โดยไม่มี ดา วินชี พ่วงท้าย ทำให้เข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้ใช้นามสกุลของบิดาเนื่องจากเป็นบุตรนอกสมรสนั่นเอง
โมนาลิซ่า(Mona Lisa) หรือ ลา โฌกงด์ (La Gioconda, La Joconde) คือภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร วาดโดยเลโอนาร์โด ดา วินชี ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่าง ค.ศ.1503 ถึงปี 1507 เป็นภาพที่ทั่วโลกรู้จักกันดีภาพหนึ่ง ในฐานะสุภาพสตรีที่มี รอยยิ้มอันเป็นปริศนา ที่ไม่รู้ว่าเธอจะยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้กันแน่ ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของรัฐบาลฝรั่งเศส และเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์(Musée du Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสคำว่า โมนาลิซ่า นั้น ได้ถูกตั้งขึ้นโดย จอร์จีโอ วาซารี ศิลปิน และนักชีวประวัติชาวอิตาลี หลังจากดา วินชีได้เสียชีวิตไป 31 ปี ในหนังสือที่เขาตีพิมพ์นั้นได้บอกไว้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรูปนั้นคือ ลีซ่า เกอราร์ดีนี ภรรยาของขุนนางนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ชาวเมืองฟลอเรนซ์นามว่า ฟรานเซสโก้ เดล กิโอคอนดา(Francesco del Giocondo)
คำว่า โมนา(Mona) ในภาษาอิตาลีนั้นก็คือคำว่า มาดอนนา(madonna) คุณผู้หญิง(my lady) หรือ มาดาม(Madam) ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นความหมายของชื่อนั้นก็คือ มาดาม ลิซ่า แต่ในปัจจุบัน บางครั้งก็จะใช้คำว่า มอนนา ลิซ่า(Monna Lisa) แทน เนื่องจากภาษาอิตาลีคำว่ามาดอนนานั้น ส่วนมากจะใช้คำย่อว่า มอนนา(Monna)
ภาพโมนาลิซ่านี้ถูกวาดโดย ดา วินชี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1503 ถึง ค.ศ. 1507 ใช้เวลานานถึง 4 ปีในการวาด           ในปี ค.ศ. 1516(พ.ศ. 2059) ดา วินชีได้นำภาพจากอิตาลีไปที่ฝรั่งเศส ด้วยพระราชประสงค์ของพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ที่ทรงปราถนาที่จะให้ศิลปินทั้งหลายมารวมตัวทำงานกันที่ Clos Lucé ใกล้กับปราสาทในเมืองอัมบัวส์ และยังทรงให้ ดา วินชี วาดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์อีกด้วย หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงซื้อภาพโมนาลิซ่า ในราคา 4,000 เอกือในปี ค.ศ.
1519(พ.ศ. 2062) ดา วินชี ได้เสียชีวิตที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส รวมอายุได้ 63 ปี


อ้างอิงจาก :http://www.dek-d.com/board/view.php?id=692741
                            https://th.wikipedia.org/wiki/